ขอโทษ & ขอบคุณ

เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้ เป๋นเรื่องราวของคำสองคำที่เราได้ยินอยู่ทุกวัน “ขอบคุณ” และ “ขอโทษ” สองคำนี้บางคนได้ยินอยู่จนชิน บางคนได้ยินนานๆ ครั้ง บางคนอยากได้ยินแต่ไม่เคยได้ยินสักที

เมื่อเราทำความผิดพลาดต่อคนคนหนึ่ง สิ่งที่ง่ายที่สุดที่เราทำได้คือกล่าวคำว่า “ขอโทษ” แต่คนบางคนก็ได้ทำความผิดในสิ่งเดิมหลายหนหลายครั้งจนฝ่ายตรงข้ามไม่อยากได้ยินคำว่า “ขอโทษ” เลยก็มี คำว่า “ขอโทษ” นั้นมีเพื่อทำให้สถานการณ์นั้นดีขึ้น และเพื่อให้ฝ่ายที่ทำผิดรู้ตัวว่าตนเองได้ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมลงไป เป็นการแสดงถึงการรับรู้และจะไม่ทำสิ่งนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

แต่ก็หลายคนอีกเช่นกันที่รู้ว่าตนเองได้ทำผิดพลาดลงไปกับคนรัก หรือเพื่อน แต่ไม่ได้มีคำพูด “ขอโทษ” เนื่องจากคำว่าศักดิ์ศรี การวางฟอร์ม หรือการมีทิฐิค้ำคอ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นตัวที่จะบั่นทอนความสัมพันธ์ที่ดี หรือการให้โอกาสน้อยลง บางครั้งการที่อีกฝ่ายยกโทษให้คนรัก หรือเพื่อน โดยปราศจากคำว่า “ขอโทษ” จากฝ่ายนั้น ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่ได้จำสิ่งที่ผิดพลาดที่คุณทำลงไป แต่เขากลับให้โอกาสในการแก้ตัวใหม่อีกครั้ง ดังนั้น หากคุณได้รับโอกาสครั้งใหม่ หรือมีเวลาให้ได้เอ่ยคำ “ขอโทษ” จงกล่าวออกไปเพราะสักวันเมื่อโอกาสเหล่านั้นสิ้นสุดลง หมื่นคำ “ขอโทษ” ก็อาจจะไร้ค่าในวันที่สายเกินไป

คำว่า “ขอบคุณ” คำนี้หลายคนคงฟังแล้วยินดี แต่หากว่าทุกครั้งมีคนใดคนหนึ่งที่เป็นฝ่ายให้และอีกฝ่ายก็ยินดีที่จะรับตลอดแต่ไม่เคยคิดที่จะให้ คำคำนี้ก็คงจะเป็นคำที่ชินชา เพราะขาดความสมดุล ดังนั้นไม่ว่าความสัมพันธ์ในรูปแบบใดก็ตาม เราควรจะรู้จักทั้ง “การรับ” และ “การให้” เพราะคงไม่มีใครที่อยากเป็นฝ่ายให้ตลอดเวลา
กับอีกกรณี คือ คนที่ไม่รู้จักคำว่า “ขอบคุณ” หรือ ไม่รู้สึกถึงบุญคุณของผู้ให้ คนในลักษณะนี้ก็จะเป็นผู้รับในสักระยะจนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาจะไม่ได้สิ่งใดตอบแทนเลยเพราะแม่แต่คำว่า “ขอบคุณ” จากปากก็ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้
คำว่า “ขอบคุณ” และ “ขอโทษ” เป็นคำพูดที่ดีและอยากทุกฝ่ายอยากได้ยินก็จริง แต่เราควรจะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ รวมทั้งเป็นผู้ที่รู้สึกตัวเมื่อเวลาทำผิด เพราะคงไม่มีใครที่จะสามารถทนฟังคำว่า “ขอบคุณ” และ “ขอโทษ” ได้ตลอดเวลา…

หมายเหตุ : ขอขอบคุณภาพถ่ายต่างๆ จากเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ต

Credit : BELLA BARBIE 3921



You may also like...