ประวัติความเป็นมาของ ITIL (IT Infrastructure Library)

เริ่มจากเมื่อปี 1980 รัฐบาลอังกฤษมีความคิดริเริ่มที่จะคิดค้นกระบวนจัดการการงานบริการด้าน IT ของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีการตั้งคณะทำงานชุดหนึ่งขึ้นมาศึกษา จนเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปี 1990 คณะทำงานดังกล่าวได้สรุปรายงานรายละเอียดต่างๆ ออกมาเป็นชุดหนังสือ โดยชุดหนังสือดังกล่าวถูกเรียกว่า IT Infrastructure Library หรือ ชื่อย่อว่า ITIL  และได้มีการประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปีนั้น ซึ่งก็ได้รับกระแสการตอบรับที่ดี จึงมีการตั้งกลุ่มสำหรับผู้ที่สนใจขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสมาชิกในกลุ่มภายใต้ชื่อว่า IT Information Management Forum (ITIMF) และต่อมาในภายหลังได้มีการเปลี่ยนชื่อไปเป็นชื่อ IT Service Management Forum (itSMF)

* สรุปง่ายๆ ก็คือคำว่า ITIL มาจากชื่อชุดหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของแนวคิดและกระบวนการจัดการงานบริการ IT ที่ดี

เมื่อมีการนำแนวคิดและแนวปฏิบัติของ ITIL ไปประยุกต์ใช้ในหลายองค์กรชั้นนำอย่างแพร่หลาย ต่อมาภายหลังจึงได้มีการประกาศมาตราฐานของกระบวนจัดการการงานบริการด้าน IT (ITSM) ขึ้นมาชื่อว่า The British Standard 15000 (BS-15000) และต่อมาได้มีการประกาศเป็นมาตราฐานสากลชื่อว่า ISO-20000:2005

ITIL มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนับจากที่ได้มีการเปิดตัว ITIL v.1 เมื่อปี 1990 ผ่านมาจนถึงปี 2007 ได้มีเพิ่มเติมและปรับปรุงเป็น ITIL v.3 เพื่อให้สอดคล้อยกับแนวเทคโนโลยีและโลกธุรกิจที่เปลียนแปลงไป และล่าสุดในปี 2011 มีการประกาศเปิดตัว ITIL 2011  ขึ้นมา โดยมีการแบ่งรายละเอียดแบ่งออกเป็น 5 หมวดหมู่ ประกอบไปด้วย Service Strategy, Service Design, Service Transition, Service Operation, Continual Service Improvement ซึ่งมีการเรียงลำดับความสำคัญได้อย่างเหมาะสมและมีการเพิ่มมุมมองในส่วนของคุณค่าทางธุรกิจ เพื่อให้ IT สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจอย่างแท้จริง


ทำไม ITIL ถึงประสบความสำเร็จ

ITIL มุ้งเน้นไปที่องค์ประกอบต่างๆ ของ IT Service Management ที่ดีซึ่งช่วยทำให้องค์กรเพิ่มประสิทธิผล ประหยัดค่าใช้จ่าย รวมทั้งเพิ่มความพึงใจของผู้รับบริการ IT ทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยมีการอธิบายว่าควรต้องทำอะไรบ้างและมีบอกแนววิธีการปฏิบัติที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ สำหรับกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ ITIL ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกก็คือ

  • Non-proprietary  – ITIL สามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกๆ องค์กร เพราะ ITIL ไม่ได้ถูกสร้างมาให้ขึ้นตรงต่อเทคโนโลยีใดๆ และประเภทธุรกิจใดๆ จึงไม่มีการผูกติดกับผู้ประกอบการรายใดในโลก เจ้าของ ITIL ที่แท้จริงคือรัฐบาลประเทศอังกฤษ ซึ่งมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะไม่นำเอา ITIL ไปแสวงหากำไร
  • Non-prescriptive  – ITIL แนะนำกรอบการทำงานและวิธีการปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบสำหรับการทำ IT Service Management ซึ่งผ่านการพิสูจน์มาแล้วเป็นระยะเวลายาวนานว่าสามารถนำมาปรับใช้ได้ในทุกๆ ประเภทธุรกิจ ไม่ว่าธุรกิจนั้นจะมีขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ ไม่มีกฏตายตัวว่าต้องนำเอาหัวข้อใดหรือกระบวนการใดมาปรับใช้บ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมที่องค์กรนั้นจะพิจารณา
  • Best practice  – ITIL สั่งสมวิธีการปฏิบัติมากมายสำหรับการทำ IT Service Management ที่เรียกได้ว่าดีที่สุด โดยกลุ่มองค์กรและบริษัทชั้นนำระดับโลก ที่มีรวมกลุ่มพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • Good practice  – ITIL ไม่มีการระบุชี้ชัดว่าในทุกวิธีการปฏิบัติใน ITIL จะเป็นวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best practice) โดย ITIL เปิดกว้างให้มีการทบทวนเพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวิธีการปฏิบัติที่เคยเป็น Best practice อาจจะถูกตีค่าลงให้เป็น Good practices ได้เมื่อมีวิธีการใหม่ๆ ที่ดีกว่าเกิดขึ้น

 * จากข้อมูลคร่าวๆ เราจะเห็นว่า ITIL ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตั้งแต่ปี 1990 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี หากเราศึกษาและสามารถนำบางส่วนมาปรับใช้ในองค์กรได้ เท่ากับว่าเราสามารถประหยัดเวลาในการคิดค้นกระบวนการที่ดีได้เยอะเลยทีเดียว

หมายเหตุ : ขอขอบคุณภาพถ่ายต่างๆ จากเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ต

Credit : Sook Plengchan 11303



You may also like...