ผู้หญิงมีชู้ ผู้ชายมีกิ๊ก

สังคมไทยในปัจจุบันมีหลายสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมากคำสอนหลายคำจากรุ่นคุณตาคุณยายได้ถูกกลืนหายไปตามกาลเวลา บ้างก็เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นอีกความหมายหนึ่ง วัยรุ่นหนุ่มสาวก็เช่นกันต่างลืมคำสอนและข้อปฏิบัติอันดีที่มีมานาน แต่กลับเปลี่ยนแปลงพร้อมทั้งบัญญัติศัพท์ใหม่ๆ ที่ไม่ใช่คำสอนแต่เป็นคำเสื่อมมากมายหลายคำ

คำว่า “กิ๊ก” คำนี้คงไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยิน เพราะเป็นคำพูดติดปากในกลุ่มวัยรุ่นสมัยนี้หรือแม้กระทั่งวัยทำงานก็ยังคงใช้อยู่ ซึ่งแท้จริงแล้วมันมาจากคำว่า “ชู้” ในสมัยก่อนนั่นเอง แต่วัยรุ่นหัวใสก็มาตั้งใหม่เป็นคำว่า “กิ๊ก” เพื่อให้ความหมายเบาขึ้นทั้งที่การกระทำยังคงแรงเช่นเดิม นั่นหมายถึงพฤติกรรมการนอกใจและไม่ซื่อสัตย์ต่อคนรักรวมทั้งเป็นการผิดศีลข้อที่สามในทางพระพุทธศาสนาอีกด้วย อีกทั้งสิ่งที่ตามมาจากคำเก๋ๆคำนี้คือ การทะเลาะเบาะแว้ง การผิดใจซึ่งกันและกัน และเกิดปัญหาสังคมตามมามากมายหากสังคมยังคงเป็นสังคมที่ตามน้ำเฉกเช่นวันนี้ คำว่า “กิ๊ก” ก็จะสามารถสร้างปัญหาไม่รู้จบด้วยกระแสสังคมและค่านิยมที่ผิดในการบัญญัติคำคำเดียวที่จะสามารถกลบคำสอนอันดีที่มีมาช้านานให้หนุ่มสาวมีความรักก็ที่จะซื่อสัตย์และมั่นคงซึ่งกันและกันก็คงจะหายไปในอีกไม่นาน

ดังนั้น ไม่ว่าผู้หญิงจะมีชู้ หรือ ผู้ชายจะมีกิ๊ก ต่างก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมด้วยกันทั้งสิ้นเพียงแต่ทุกครั้งที่ใช้คำว่า “กิ๊ก” ก็ขอให้ผู้อ่านนึกย้อนไปถึงคำว่า “ชู้” พร้อมทั้งความหมายและปัญหาที่จะตามมาในอนาคต เพียงแต่หวังว่าคำสอนที่ดีของรุ่นก่อนจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลงจากคนรุ่นหลังและคำคำนี้จะหายไปจาก สังคมเมืองพุทธในเร็ววัน…

หมายเหตุ : ขอขอบคุณภาพถ่ายต่างๆ จากเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ต

Credit : Bella Barbie 1128