คำสอนของอาม่า ตอน 2

จากความเดิมตอนที่แล้ว เนื่องจากผู้เขียนอยู่กับอาม่าตั้งแต่เด็กๆ คำสอนหลายคำได้ผ่านหูหลายครั้งจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ แต่สิ่งหนึ่งที่อาม่าเริ่มสอนเสมอตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นจนถึงตอนนี้ก็คือเรื่องชิงสุกก่อนห่าม

ผู้เขียนเชื่อว่าเด็กๆ หรือวัยรุ่นหลายคนรู้จักความหมายของสำนวนชิงสุกก่อนห่าม คือ การที่คนสองคนมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน ซึ่งเด็กวัยรุ่นหลายคนไม่เคยคิดถึงผลเสียที่จะตามมาในเรื่องเช่นนี้ ส่วนใหญ่อยากทดลอง หรือเพราะความรักบังตาจนขาดความยับยั้งชั่งใจลืมคิดถึงผลเสียที่จะตามมา แต่ถ้าถามวัยรุ่นหรือคนหลายคนหากย้อนเวลากลับไปได้ก็คงจะไม่อยากให้มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น

นานมาแล้ว จำได้ว่าอาม่าเริ่มพูดเรื่องนี้ตอนขึ้นชั้นมัธยมต้น แต่ท่านก็ไม่ได้กล่าวห้ามไม่ให้มีเพื่อนผู้ชายเลย เนื่องจากถึงแม้ว่าอาม่าจะมีอายุมากแล้วแต่ท่านเข้าใจเรื่องสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี จนบางครั้งรู้สึกได้ว่า อาม่าเปรียบเหมือนเพื่อน พี่สาว หรือแม่เลยทีเดียว อาม่ามักเล่าเรื่องในสมัยท่านยังสาวอยู่ให้ฟังว่า แต่ก่อนชายหญิงแตะเนื้อต้องตัวหรือไปเที่ยวด้วยกัน ก็ถูกติฉินินทาเนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่สมควร และไม่เหมาะสมเพราะในอดีตถือเรื่องทำนองนี้อย่างมาก แต่ท่านก็พอเข้าใจว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ท่านบอกเสมอจนถึงตอนนี้ว่า หากจะคบใครสักคนแล้ว การไปเที่ยวหรือการออกสังคมนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าวันหนึ่งเราปล่อยปะละเลยไปมีความสัมพันธ์กับคนรัก ไม่มีใครรับประกันเราได้ว่าคนคนนั้นจะเปลี่ยนไปหรือจะรับผิดชอบเราหรือไม่ หากคนรักของเรามีความรับผิดชอบ แต่วันหนึ่งหากเราเติบโตจนกระทั่งเป็นพ่อคน แม่คนแล้ว จะสอนลูกได้ไม่เต็มปากเนื่องจากตัวผู้สอนเองก็ไม่สามารถเป็นแบบอย่างหรือประพฤติตัวเช่นนั้นได้ และกรณีที่คนรักของเราหมดรักเราแล้ว เมื่อเค้ามองย้อนกลับมาอาจจะมองเราว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่มีศักดิ์ศรีหรือง่ายๆ ซึ่งแท้จริงผลเสียก็ไม่ตกที่ใครเลยนอกจากฝ่ายหญิงถึงแม้สังคมปัจจุบันจะบอกว่าชายหญิงเท่าเทียมกันแล้วก็ตาม ดังนั้นอยากให้หวนคิดสักนิดว่า หากฝ่ายชายรักเราจริงย่อมเห็นคุณค่าในตัวของเรา และศึกษาตัวตนของกันและกันอย่างให้เกียรติ สิ่งสำคัญคือพร้อมที่จะรอคอยจนถึงวันแต่งงาน พร้อมที่จะก้าวไปสู่คำว่าครอบครัว

หากคู่รักประพฤติตนอยู่ในกรอบที่เหมาะสมแล้ว เราจะรู้สึกว่าตนเองมีค่าอยู่เสมอ เพราะตัวเราเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าเราประพฤติตัวเช่นไรลงไปบ้าง ฝ่ายชายก็ย่อมจะรับรู้เช่นกัน และเมื่อถึงวันเวลาที่คนสองคนแต่งงานหรือพร้อมที่จะเป็นพ่อแม่ของลูก เราก็จะสามารถสั่งสอนลูกของเราอย่างไม่อายใครเช่นเดียวกับอาม่าที่สอนผู้เขียนอยู่จนถึงทุกวันนี้

หมายเหตุ : ขอขอบคุณภาพถ่ายต่างๆ จากเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ต

Credit : Bella Barbie 637



You may also like...